Mad Men and Misery

posted on 29 Nov 2010 13:26 by lighthousepublishing

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาได้อ่านคอลัมน์จากปก ในส่วน SPECTRUM ที่ว่าด้วยเรื่องสถาบันจิตเวชของอิสลามในจังหวัดปัตตานี (ที่มา: Bangkok Post SUNDAY, NOVEMBER 28, 2010 COVER STORY: Home to mad men and misery by Jetjaras Na Ranong with Kritini Prachabarn ถ้าสนใจจะอ่านเรื่องราวทั้งหมด สามารถตามอ่านได้ที่ http://bangkokpost.co.th/news/investigation/208486/home-to-mad-men-and-misery)

 

เจ้าของคอลัมน์เดินทางลงใต้ เพื่อไปสัมภาษณ์ผู้แลศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพชาวอิสลาม จังหวัดปัตตานี (A Pattani Islamic Rehabiliation Centre) และ “ผู้ป่วย” ภายในศูนย์ ซึ่งมีสภาพไม่ต่างอะไรกับอาคารเก่าปรักหักพัง ผู้ป่วยในศูนย์มีอยู่แปดคน ทุกคนจะถูกล่ามโซ่ที่ข้อเท้าให้อยู่ภายในห้องพักของตนเอง แต่มีสามคนที่จะถอดโซ่ออกเมื่อจะพาอีกห้าคนไปเข้าห้องน้ำ...อ่านแล้วก็สะดุดใจกับบทสนทนาโต้ตอบระหว่างเจ้าของคอลัมน์กับผู้ป่วย

 

คำพูดของผู้ป่วยคนแรกที่ถูกสัมภาษณ์: (หมายเหตุ คำสรรพนามหรือคำพูดหลายคำที่ใช้ อาจไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะแปลมาอีกทีนะคะ) “...ผมอยากให้พวกคนบ้าอย่างผมได้รับการรักษา เราจะได้ไม่รังเกียจคนปกติ” “ผมอยากจะหาย ผมอยากจะเป็นอิสระ ผมอยากกลับบ้าน แต่ผมกลัว”

เจ้าของคอลัมน์จึงถามต่อว่า “กลัวอะไรล่ะ”

“ที่จะพบว่าภรรยาทิ้งผมไป”  เป็นคำตอบของเขา ชายผู้สูญเสียธุรกิจ สูญเสียเงิน และจนท้ายที่สุด เขาต้องสูญเสียแม้กระทั่งจิตใจของตนเอง เมื่อไหร่ที่เขาเกิดคลุ้มคลั่งพ่อของเขาก็จะตีศีรษะเขาโดยแรง เขาต้องเข้า ๆ ออก ๆ ศูนย์ฟื้นฟูจิตเวชในสงขลา อยู่หลายครั้ง จนในที่สุด เขาก็มาอยู่ที่นี่

 

เจ้าของคอลัมน์ถามผู้ป่วยคนที่สองว่า “เขารู้สึกยังไงที่ถูกล่ามโซ่ไว้แบบนี้ ราวกับเป็นสัตว์ในสวนสัตว์”

“ผมพอใจกับมัน พวกเขากลัวว่าเราจะก่อปัญหา หรือหนีออกไปถ้าไม่ล่ามเราไว้” คำตอบโพล่งออกจากปากของชายวัยยี่สิบสองปีที่เคยติดแอลกอฮอลล์ และยาบ้า “บางครั้งพวกเขาก็ปล่อยเราเป็นอิสระสองสามชั่วโมง ผมชอบเดินเล่นที่สนามด้านหน้า พูดคุยกับไก่” “มันเป็นเพื่อนของผม”

 

ผู้ป่วยคนสุดท้าย คือ ชายวัยกลางคนผู้เคยติดยาบ้าและป่วยด้วยโรคผิวด่างขาว

“คุณมาจากไหน”

“ผมไม่หิวครับ ผมเพิ่งกินเสร็จ” ชายวัยกลางคนตอบ

“คุณอายุเท่าไร”

“สองพันปี”

“คุณชอบที่นี่ไหม มีเพื่อนบ้างหรือเปล่า” เจ้าของคอลัมน์พยายามถามต่อ

“ผมชอบนก แต่มันอึรดหัวผม” เขาตอบด้วยท่าทางเป็นกังวล

 

อ่านไปแล้วก็คิดตามไป บางคำตอบของผู้ป่วยเหล่านั้น ไม่ได้แสดงให้เห็นเลยว่าเขาบ้า คำตอบของเขาดูจะเป็นเหตุเป็นผลที่ดีด้วยซ้ำ บางคำตอบที่ดู "หลุดโลก" อาจเป็นเพราะเขามีบาดแผลในใจ ถ้าหากพูดสิ่งใดออกมาจะทำให้เขาต้องระลึกถึงความเจ็บปวดที่เคยเกิดขึ้นกับเขาก็เป็นได้ เขาจึงพอใจที่จะหลบหนีปัญหา เข้าไปสู่โลกแห่งจินตนาการภายในจิตใจ

ฉันกลับมานั่งมองตัวเอง...แย่แล้ว!! นี่ฉันก็ “ป่วย” เหมือนกันหรือเปล่า ฉันควรจะสมัครใจเข้ารับการบำบัดด้วยหรือเปล่า บางครั้งเวลาที่ฉันเครียด ฉันก็พูดตัวเอง พูดกับท้องฟ้า พูดกับต้นไม้ พูดกับตุ๊กตา (ฉันก็ถือว่าตุ๊กตาตัวนั้นเป็นเพื่อนของฉัน) บางครั้งก็หลบหน้าผู้คน หลีกหนีไปอยู่ในโลกแห่งจินตนาการของฉันเหมือนกัน...แล้วเหตุผลกลใดเล่าที่เราใช้ตัดสินว่า คนหนึ่งคนใดเป็นบ้า ที่จริงพวกเขาอาจจะไม่ได้บ้า มันอาจจะเป็นกลไกในการป้องกันตัวเองจากความทุกข์ใจหรือเสียใจ ดังที่ฟรอยด์ (ซิกมันด์ ฟรอยด์) กล่าวไว้ก็ได้ว่า ความวิตกกังวลเป็นสภาวะทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นจากการไม่ได้รับความพึงพอใจ มีความรู้สึกว่าตนเองไม่ปลอดภัย จะได้รับอันตรายจากสิ่งที่อยู่รอบตัว ซึ่งฟรอยด์เชื่อว่าความวิตกกังวลนั้นเป็นผลมาจากการที่อีโก้ ( ego ) ไม่สามารถทำหน้าที่ประนีประนอม อิด ( id ) และซุปเปอร์อีโก้ (superego) ได้อย่างเหมาะสม จะทำให้บุคคลเกิดความวิตกกังวล ความคับข้องใจ เมื่อไม่สามารถคลี่คลายความวิตกกังวลที่คุกคามจิตใจได้ ก็จะเกิดอาการเก็บกด การตรึงแน่น การกล่าวโทษผู้อื่น การถดถอย การแสดงปฏิกิริยาตรงกันข้าม

 

แอบนึกถึงเรื่อง One Flew Over  the Cuckoo’s Nest ที่คนบ้าส่วนใหญ่สมัครใจมาเข้ารับการรักษา เพียงเพราะคนในครอบครัวบอกว่าเขาบ้า และควรได้รับการบำบัดรักษา (แทบไม่ต่างจากผู้ป่วยที่กล่าวมาข้างต้นเลย) หลายคนต้องเข้ามาเพราะประสบเหตุสะเทือนใจอันเป็นผลพวงจากสงคราม พวกเขาต้องถูกควบคุมความประพฤติ ต้องกินยา บ้างถูกช๊อตไฟฟ้า กว่าจะได้รับคำรับรองว่า ไม่ได้บ้า และ หายเป็นปกติแล้ว จึงจะออกจากโรงพยาบาลบ้าไปได้

 

ฉันคิดเสมอว่า คนบ้า ที่พวกเราคิดว่า บ้า อาจจะไม่ได้บ้าก็ได้ เพียงแต่เมื่อไม่มีใครเข้าใจ หรือใส่ใจในอาการของเขา ช่วยแบ่งเบาความเจ็บปวด ความวิตกกังวล เมื่อสิ่งเหล่านั้นสะสมคั่งค้าง ตกตะกอนในจิตใจมากเข้า มันจะทำให้อาการที่แสดงออกมามากขึ้น เกิดการระราน อาละวาด โวยวายเพื่อระบายความคับข้องใจ จนผู้คนรอบข้างไม่อาจทนไหว และตีตราพวกเขาว่า “บ้า” และคนบ้าไม่อาจจะอยู่ร่วมกับคนทั่วไปได้

 

คำถามมีอยู่ว่า ถ้าไม่ได้รับคำรับรองจาก “คนปกติ” สถานะที่ถูกตีตราว่า “บ้า” จะสามารถลบทิ้งได้ไหม และด้วยวิธีการใด... ฉันสงสัยเหลือเกิน ว่าเมื่อไหร่กันที่คนเหล่านั้นจะได้ออกจาก “สถานที่สำหรับคนบ้า” มาใช้ชีวิตอย่างอิสระในสังคมกับ “คนปกติ”


edit @ 29 Nov 2010 13:38:42 by Lighthouse Publishing

Comment

Comment:

Tweet

gucci uk

#13 By gucci uk (222.76.180.214) on 2012-04-02 08:58

armani watches!!!!

#12 By armani watches (222.76.180.214) on 2012-04-02 08:55

armani watches

#11 By armani watches (222.76.180.214) on 2012-04-02 08:52

Hot! Hot! Hot!

มุมเล็กๆที่่ทุกคนควรจะรับรู้ว่ามีชีวิตที่กำลังดำเนินไป
ขอบคุณที่นำมาเล่าให้ฟัง
ขอบคุณค่ะ

#2 By [[ FunGi ]] on 2010-11-29 20:35

"ผู้ป่วยในศูนย์มีอยู่แปดคน ทุกคนจะถูกล่ามโซ่ที่ข้อเท้าให้อยู่ภายในห้องพักของตนเอง แต่มีสามคนที่จะถอดโซ่ออกเมื่อจะพาอีกห้าคนไปเข้าห้องน้ำ"

อ่านแล้วรู้สึกสะท้อนใจ

#1 By sunrise on 2010-11-29 15:46